ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 4 บัญญัติว่า “กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบท บัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้น ๆ
เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตาม จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัย คดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งและถ้าบทกฎหมาย เช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป”
เนื้อหาของมาตรานี้จะกล่าวถึงเรื่องใหญ่ๆ 3 เรื่องก็คือ
1.การตีความกฎหมาย
2.การใช้กฎหมายปรับเข้ากับข้อเท็จจริง
3.การอุดช่องว่างของกฎหมาย
การตีความกฎหมาย
การตีความกฎหมาย คือ การค้นหาความหมายหรืออธิบายความหมายของกฎหมายที่มีถ้อยคำที่คลุมเครือไม่ชัดเจนหรืออาจมีความหมายได้หลายทาง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการตีความกฎหมายจะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อเกิดความสงสัยเกี่ยวกับความหมายของบทบัญญัติหรือถ้อยคำในบทบัญญัตินั้นๆ เพื่อจะได้นำกฎหมายไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องและเกิดความเป็นธรรมที่สุด แต่ถ้ากฎหมายนั้นมีความหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตีความแต่อย่างใด
การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.ต้องเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายนั้นมีความหมายไม่ชัดเจนหรืออาจตีความได้หลายทาง เพราะบทบัญญัติใดที่มีความชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตีความแต่อย่างใด
2.การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น โดยทฤษฎีแล้วเราจะต้องตีความตามตัวอักษรและตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไปพร้อมๆกัน
การตีความตามตัวอักษร ก็คือการถอดความหมายของถ้อยคำหรือคำศัพท์ต่างๆในบทบัญญัติออกมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยอาศัยความหมายตามที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เช่น บิดามารดา ก็หมายถึง พ่อแม่ หรืออาจอาศัยพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้ แต่ในส่วนของคำศัพท์ที่เป็นศัพท์ทางกฎหมายหรือศัพท์ทางวิชาการอื่นๆ ก็ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางนั้นๆในการช่วยถอดความหมาย เช่น คำว่าหนี้ ชาวบ้านทั่วๆไปก็จะเข้าใจว่าเป็นหนี้เงิน แต่หนี้ในทางกฎหมายนั้นหมายถึง สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือส่งมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ฯลฯ
การตีความตามเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ของกฎหมายก็คือ เหตุผลหรือความมุ่งหมายที่ต้องบัญญัติหรือสร้างกฎหมายนั้นๆขึ้นมา เนื่องจากกฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นกฎหมายในแต่ละฉบับแต่ละมาตราย่อมมีความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ที่บัญญัติกฎหมายนั้นแฝงไว้เสมอ จะไม่มีกฎหมายฉบับหรือมาตราใดที่บัญญัติหรือถูกสร้างขึ้นลอยๆโดยไม่มีเหตุผลหรือความมุ่งหมายในการบัญญัติ เราอาจทราบเจตนารมณ์ของกฎหมายได้โดยพิจารณาถึงที่มาของบทบัญญัตินั้นๆ หรือสถานการณ์ในขณะที่บัญญัติกฎหมายนั้นๆ ฯลฯ
ทำไมเราถึงต้องตีความตัวอักษรและเจตนารมณ์ไปพร้อมๆกัน ก็เพราะภาษาหรือตัวอักษรที่มนุษย์คิดขึ้นนั้นลักษณะตายตัวไม่อาจแสดงความหมายที่ชัดเจนออกมาได้เสมอไป เราจึงต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมาย หรือเจตนารมณ์ไปควบคู่พร้อมๆกันไปด้วยเพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนและถูกต้องที่สุด ตัวอย่างเช่น คำพูดประชดที่ผู้พูดพูดออกมาซึ่งโดยแท้จริงแล้วผู้พูดไม่ได้สื่อความหมายตามที่พูด แต่ถ้าเราพิจารณาแต่ถ้อยคำพูดที่ออกมาแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาถึงความมุ่งหมายของผู้พูด ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแล้วเรามักจะตีความโดยตีความห์ตัวอักษรก่อน ถ้ายังไม่ได้ความหมายที่ชัดเจนเราถึงจะไปตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะโดยส่วนใหญ่นั้นลำพังแต่เพียงการตีความตามตัวอักษรก็พอจะทำให้ได้ความหมายที่ชัดเจนถูกต้องได้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย...” คำว่าอยู่รอดเป็นทารกนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร เด็กพ้นจากช่องคลอดแล้วถือว่าอยู่รอดเป็นทารกหรือยัง หรือแค่หัวเด็กพ้นจากช่องคลอดมาแล้วเช่นนี้ก็ถือว่าอยู่รอดเป็นทารกแล้ว ฯลฯ การอยู่รอดเป็นทารกอาจถือได้ว่าเป็นศัพท์ทางวิชาการ ดังนั้นการจะตีความในเรื่องนี้ก็อาจต้องใช้หลักการแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยสรุปแล้วการอยู่รอดเป็นทารกในทางกฎหมายก็คือ การที่เด็กพ้นจากช่องคลอดทั้งตัวแล้วและมีการหายใจรวมทั้งมีการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ สภาพบุคคลจะเริ่มขึ้นนับแต่นั้นและก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเราจะศึกษากันโดยละเอียดในภายหลังอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายอาญาวางหลักไว้ว่า
มาตรา ๒ บุคคล จักต้องรับโทษ ในทางอาญา ต่อเมื่อ ได้กระทำการ อันกฎหมายที่ใช้ ในขณะกระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิด และ กำหนดโทษไว้ และ โทษที่จะลงแก่ ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ถ้า ตามบทบัญญัติ ของกฎหมาย ที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้น ไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้น พ้นจาก การเป็น ผู้กระทำความผิด และถ้า ได้มีคำพิพากษา ถึงที่สุด ให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่า ผู้นั้น ไม่เคยต้องคำพิพากษา ว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้า รับโทษอยู่ ก็ให้การลงโทษนั้น สิ้นสุดลง
ในทางอาญานั้น หลักนิติศาสตร์ถือเป็นเคร่งครัดว่า การจะลงโทษผู้ใดต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำของคนผู้นั้นเป็นความผิดอันมีโทษ หาไม่แล้วจะลงโทษโดยที่ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดอันมีโทษมิได้ ดังภาษิตกฎหมายว่า "ไม่มีโทษถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด"
"บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น